ถ้าเปิดไฟล์ Excel แล้วเจอสูตรอย่าง =B2*$F$1 เต็มไปหมด พอกลับมาแก้ทีหลังอาจจำไม่ได้ว่าแต่ละช่องหมายถึงอะไร การตั้งชื่อให้เซลล์หรือช่วงข้อมูลช่วยให้สูตรสื่อความหมายขึ้น เช่น เปลี่ยน $F$1 ที่เก็บอัตราภาษีเป็น VatRate สูตรก็อ่านได้เป็น =B2*VatRate บทความนี้พาทำตั้งแต่ตั้งชื่อช่วง ไปจนถึงแก้ไขและลบชื่อที่ไม่ใช้
Named Range คืออะไร และต่างจากชื่อ Table อย่างไร
Named Range หรือชื่อที่กำหนด คือชื่อที่เราใช้แทนเซลล์ ช่วงเซลล์ ค่าคงที่ หรือสูตรได้ เช่น ตั้งชื่อเซลล์ F1 เป็น VatRate หรือเรียกช่วง A2:A100 ว่า ProductList เมื่อเขียนสูตรสามารถพิมพ์ชื่อแทนพิกัดเซลล์ได้ ช่วยให้เข้าใจและตรวจแก้สูตรในภายหลังง่ายขึ้น
ชื่อนี้ไม่เหมือนชื่อ Table ที่สร้างด้วย Ctrl+T แม้จะมีเมนูจัดการชื่อใกล้กันก็ตาม Table ใช้จัดการข้อมูลแบบแถวและคอลัมน์ ส่วน Named Range ใช้เรียกค่า หรือช่วงที่ต้องการอ้างอิงโดยตรง
วิธีตั้งชื่อช่วงแบบเร็วด้วย Name Box
- คลิกเซลล์หรือเลือกช่วงที่ต้องการ เช่น เลือก
F1ซึ่งใส่อัตราภาษีไว้ - คลิกช่อง Name Box ที่อยู่ซ้ายของ Formula Bar (ปกติจะแสดงตำแหน่งเซลล์ เช่น F1)
- พิมพ์ชื่อที่ต้องการ เช่น
VatRateแล้วกด Enter - ทดลองพิมพ์สูตร
=B2*VatRateในเซลล์ผลลัพธ์ หาก Excel แนะนำชื่อตอนพิมพ์ แสดงว่าเรียกใช้ได้
วิธีนี้เหมาะกับการตั้งชื่อทีละรายการและขอบเขตชื่อจะเป็นระดับ Workbook โดยทั่วไป ควรเลือกชื่อที่เห็นแล้วรู้หน้าที่ทันที เช่น TaxRate, MonthlyTarget หรือ ProductList แทนชื่อกว้าง ๆ อย่าง Data1
สร้างชื่อจากหัวตารางหลายรายการพร้อมกัน
ถ้ามีหัวคอลัมน์กำกับข้อมูลอยู่แล้ว เช่น ตารางมีหัว “สินค้า” และ “ราคา” สามารถให้ Excel สร้างชื่อจากหัวตารางได้
- เลือกช่วงข้อมูลพร้อมหัวคอลัมน์ เช่น A1:B20
- ไปที่แท็บ Formulas แล้วเลือก Create from Selection
- เลือกตำแหน่งป้ายชื่อ เช่น Top row ถ้าหัวตารางอยู่แถวบน
- กด OK แล้วลองใช้ชื่อที่ได้ในสูตรหรือช่อง Name Box
ตรวจชื่อที่สร้างให้ดี โดยเฉพาะหัวข้อภาษาไทยหรือหัวข้อที่มีเว้นวรรค เพราะ Excel อาจปรับชื่อให้เป็นรูปแบบที่ใช้ได้ และโดยทั่วไปชื่อจะไม่รวมเซลล์หัวตารางเข้าไปในช่วงข้อมูล
จัดการชื่อด้วย Name Manager
เมื่อมีหลายชื่อ ให้ไปที่ Formulas > Name Manager หน้าต่างนี้แสดงชื่อ ช่วงที่อ้างอิง และ Scope ของแต่ละรายการ เลือกชื่อแล้วกด Edit เพื่อเปลี่ยนชื่อหรือแก้ช่อง Refers to หากชื่อชี้ไปผิดช่วง ส่วนชื่อที่ไม่ใช้งานแล้วจึงค่อยเลือก Delete
ก่อนลบ ให้ค้นหาว่าสูตรใดใช้ชื่อนั้นอยู่ เพราะการลบชื่อที่ยังถูกอ้างอิงอาจทำให้สูตรกลายเป็น #NAME? แนะนำให้บันทึกสำเนาไฟล์ก่อนจัดการหลายชื่อพร้อมกัน และกดตรวจสูตรสำคัญหลังแก้เสร็จ
กติกาตั้งชื่อที่ควรรู้
- ชื่อเริ่มด้วยตัวอักษร ขีดล่าง (_) หรือ backslash และห้ามเหมือนตำแหน่งเซลล์ เช่น A1
- ชื่อไม่มีช่องว่าง ให้ใช้ขีดล่างคั่น เช่น
Tax_Rate - ชื่อไม่แยกตัวพิมพ์เล็กกับตัวพิมพ์ใหญ่ เช่น Sales กับ SALES ถือเป็นชื่อเดียวกันใน Scope เดียวกัน
- Scope อาจเป็นทั้ง Workbook หรือเฉพาะ Worksheet ถ้ามีชื่อซ้ำข้ามชีต ให้เช็ก Scope ก่อนเปลี่ยนสูตร
ถ้าพิมพ์ชื่อแล้วสูตรใช้ไม่ได้
เปิด Name Manager ตรวจว่าชื่อมีอยู่จริงและช่อง Refers to ชี้ไปยังเซลล์ที่ต้องการหรือไม่ ตรวจตัวสะกดและ Scope รวมถึงลองเลือกชื่อจาก Formulas > Use in Formula เพื่อลดการพิมพ์ผิด หากเพิ่มข้อมูลต่อท้ายช่วงที่ตั้งชื่อไว้ ช่วงเดิมอาจไม่ขยายตามอัตโนมัติ ควรตรวจ Refers to หรือพิจารณาเปลี่ยนข้อมูลเป็น Excel Table หากเป็นตารางที่เพิ่มแถวเป็นประจำ
สรุปคือ Named Range ช่วยเปลี่ยนสูตรที่อ่านยากให้บอกความหมายได้ ตั้งชื่อได้เร็วจาก Name Box หรือสร้างจากหัวตาราง และดูแลต่อได้ใน Name Manager ก่อนลบหรือเปลี่ยนชื่อ ควรตรวจ Scope และสูตรที่อ้างอิงอยู่เสมอ
อ้างอิง: Microsoft Support: Define and use names in formulas




